2006/Oct/17

หลังจากหายหน้าหายตากันไปนาน

บล็อกเริ่มเน่าตามกระแสน้ำท่วมกทม.

วันนี้ เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับของฝากจ้า

โดยการนำ Strawberry Panic ใน Chapter 1

แต่เป็นอีก Version คนละคนแปลมาให้ทดลองอ่านกัน

อยากให้เพื่อนๆ ช่วยติชมของทั้งสองคนที่แปลให้ด้วยนะคะ

ว่าชอบหรือถูกใจแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่าง Version 1 กับ Version 2

.

.


บทที่ 1

.

.
วันที่ 1
ท่ามกลางสายหมอกสีซากุระ เทพธิดาพบเจอเหยื่อที่รัก

ฟิ้ว

ดอกซากุระปลิดปลิวร่วงโรยไปทั่วทั้งบริเวณ
ร่างทั้งสองที่ยืนอยู่บนเนินเขาประกายสีหญ้าอ่อนนั้น ถูกโอบล้อมไปด้วยซากุระแก่ต้นใหญ่ ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอกจางสีซากุระ
ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจากกันแล้วสินะ
รุ่นพี่คะ... แต่ว่า... ฉัน...ยัง....
ฟิ้วววว
สายลมอ่อนๆพัดผ่านไปอีกครั้ง ทำให้ดอกซากุระที่บานสะพรั่งโปรยปรายลงอีก
น้ำตาร่วงหล่น
ยังอยากอยู่กับรุ่นพี่อีกนะคะ
ร่างสูงและร่างเล็กยืนอยู่แนบชิดบนเนินเขาท่ามกลางสายหมอกสีชมพู
เรื่องนี้น่ะ
ร่างสูงกล่าวเตือน พร้อมก้าวเข้าไปหาร่างเล็ก
อย่าพูดอีกเลยนะ
สัมผัสนิ้วลงไปเบาๆที่ริมฝีปาก
คะ ค่ะขอโทษค่ะ
เด็กสาวร่างเล็กนั้นซับน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้า เธอเอาแต่ขยี้ตาจนไม่ได้สนใจว่าผ้าผืนนั้นเปียกชุ่มไปหมดแล้ว
แล้วก็นะ
ร่างสูงค่อยๆเหยียดมือออกไปหยุดมือเด็กสาวอย่างอ่อนโยน
ไหล่ของเธอสั่นไหว
ยังเป็นเด็กขี้แยไม่เปลี่ยนเลยนะ อย่าขยี้ตาอย่างนี้สิ เดี๋ยวตาก็บวมกันพอดี
เรียวนิ้วค่อยๆลากผ่านเปลือกตาของเด็กสาวอย่างทะนุถนอม
เด็กสาวยิ่งตัวสั่นแรง

ฟิ้วววว
สายหมอกสีซากุระพัดผ่านอีกครั้ง

เงาสีลูกพีซจางๆลอยอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่เกือบจะเป็นสีขาวโพลน
ร่างสูงจ้องมองร่างบาง อีกไม่นานเด็กสาวตรงหน้าที่เหมาะกับเครื่องแบบคนนี้ คงจะเติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้วสินะ
ฉันต้องการเธอเหลือเกิน
อาทนไม่ไหวแล้ว

อ้าแขนทั้งสองข้างหมายจะโอบกอดร่างเล็ก แต่ทว่าอ้อมแขนนั้นกลับหยุดชะงักทันใด
ไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นก็จะตัดใจไม่ได้ซะที ฉันกอดเด็กคนนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเวลาแห่งการแยกจากมาถึงซะแล้วน่ะสิ
ค่อยๆ วางสองมือที่เกือบจะโอบกอดลงบนไหล่ของเด็กสาวแทน
นี่ ดอกเดซี่ที่น่ารักของฉัน จนถึงตอนนี้ พวกเรามีความสุขกันมากแล้วนะ เธอน่ะเป็นนางฟ้าที่น่ารักของฉันจริงๆ เข้าใจนะ ก็เธอน่ารักออกขนาดนี้ จนฉันทรมานกับการแยกจากเหลือเกิน
ถ้าอย่างนั้น
สิ้นเสียงนั้นสาวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมา ด้วยความหวังอันน้อยนิด น้ำตาที่ไหลไม่ขาดสายก็หยุดอย่างเงียบงัน
ร่างสูงจ้องมองร่างบางที่ก้มหน้านิ่งด้วยความเศร้า ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ อย่างเงียบๆ
หมอกสีซากุระที่ล่องลอยอยู่ใต้ฟากฟ้าสีครามนี้ใกล้จะจางหายไปแล้ว

เธอน่ะ... น่าจะรู้เรื่องของฉันนะ
รุ่นพี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
คะ...ค่ะ...
ถึงจะรู้เรื่องของรุ่นพี่และเข้าใจดีก็เถอะ... แต่น้ำตามันกลับไหลออกมาไม่หยุด

ถ้าเข้าใจ... ก็อย่าร้องไห้สิ
รุ่นพี่วาดนิ้วลงที่แก้ม เช็ดน้ำตาออกอีกครั้งอย่างอ่อนโยน แต่ทว่าร่างบางนั้นกลับสะอึกสะอื้นไม่หยุด
แย่จริง เห็นเธอร้องไห้ขนาดนี้ ฉันรู้สึกเจ็บปวดทรมานยังไงก็ไม่รู้
ว่าแล้ว ฮานะโซโนะ ชิซึมะ หญิงสาวอายุ 17 ก็โอบกอดร่างบางอย่างแผ่วเบา
เธอยังอาลัยอาวรณ์กับการเลิกราจากสาวน้อยที่แสนบริสุทธิ์
อา ดอกเดซี่น้อยๆ เธอคือสิ่งมีค่าของฉัน ทั้งๆ ที่อยากจะอยู่กับเธอตลอดไป แต่เวลาที่หมุนไปมันช่างโหดร้าย ในที่สุดเวลาเช่นนี้ก็มาถึง
ทั้งๆ ที่คิดว่า คราวนี้ เธอนี่แหละที่จะหยุดจิตใจโลเลของฉันได้แท้ๆ
ชิซึมะเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม คิดย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในอดีต
*
หลังจากที่เข้าเซนต์มิอาเทอร์แห่งนี้ กี่ครั้งกันนะที่เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โรงเรียนสตรีเซนต์มิอาเทอร์ที่ว่ากันว่าเป็นโรงเรียนคุณหนูระดับท็อปคลาส ในโรงเรียนแห่งนี้มีเหล่าเด็กสาวอยู่มากมายที่ถูกอบรมมาอย่างดี รูปร่างหน้าตาสะสวย สติปัญญาฉลาดเฉลียว แต่ถึงอย่างนั้นจิตใจก็ยังเข้มแข็ง ทว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา มีความเคารพนับถือผู้ที่มีอาวุโส และมีศรัทธาเลื่อมใสในพระเจ้า ซึ่งหาไม่ได้แล้วในสังคมทั่วๆ ไป
ฉันเองก็เลยเลือกไม่ถูก
ชิซึมะซึ่งเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล กลายเป็นจุดรวมความสนใจของทุกคนในโรงเรียนตั้งแต่ช่วงที่ขึ้นมัธยมต้น
แม้ที่มิอาเทอร์จะมีบรรดาลูกสาวของตระกูลดังอยู่ก็ตาม แต่ตำแหน่งลูกสาวคนโตผู้สืบทอดตระกูลเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจ ก็เพียงพอที่จะเป็นจุดสนใจของบรรดานักเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ชิซึมะยังเป็นหญิงรูปงามและเป็นอัจริยะในทุกด้าน
คลื่นผมยาวเงาเป็นประกาย ผิวขาวที่ราวกับจะโปร่งใสเหมือนกับเครื่องกระเบื้อง ขาเรียวยาว รูปร่างสูงเพรียว
เธอเป็นนักกีฬากระโดดสูงของชมรมกรีฑาและเป็นนักกีฬาวิ่งผลัดในงานกีฬาสี นอกจากนี้ ชิซึมะผู้เฉลียวฉลาดนั้นมักจะติดอันดับท็อป 100 ในการสอบพรีเทสต์ทั่วประเทศอีกด้วย จมูกโด่งกับคางแหลมฉายแววความฉลาด ขนตายาวและดวงตาโตเป็นประกายสะท้อนความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เป็นดวงตาสวยงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบจากต่างประเทศ ไม่ว่าใครที่เห็นก็คิดเช่นนั้น
จะยืนก็ดี จะนั่งก็ดี ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่มองก็ราวกับกุหลาบที่โดดเด่นกว่าดอกอื่น เธอถูกพร่ำบอกเช่นนั้นตั้งแต่ยังเล็กๆ เรื่อยมา

ทั้งการได้รับเชิญจากรุ่นพี่ให้ไปปาร์ตี้น้ำชา ทั้งสายตาแห่งความหลงใหลของรุ่นน้องที่พุ่งเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดใจแต่อย่างใด
ชิซึมะไม่ปฏิเสธคำเชิญชวนเหล่านั้น เธอจะยิ้มตอบกลับไปไม่ว่ากับใครก็ตาม และยินดีที่จะใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนอันสวยงาม แม้ว่าความหลงใหลจะรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นความรัก แต่ชิซึมะก็ไม่ได้รังเกียจ เพราะการอยู่ท่ามกลางเหล่าสาวสวยน่ารักนั้นทำให้เธอมีความสุขและเธอก็ยังชอบที่จะเล่นสนุกกับความรัก ในที่สุดชิซึมะก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเหล่าหญิงสาวเและติดอยู่ในวังวนอันน่าพิศวงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ความรู้สึกระหว่างเด็กสาวด้วยกันนั้นเฉกเช่นกลิ่นหอมหวานของลูกพีซที่สุกงอม ความรู้สึกที่อยากสัมผัสผิวขาวเนียนนุ่มนั้นไม่ใช่ทั้งความรักหรือความกระวนกระวายใจ
หากมีความรู้สึกนี้ในใจแล้ว ก็จะเกิดความต้องการครอบครองอีกฝ่ายไว้แต่เพียงผู้เดียวจน ใจเต้นสั่นไหวรุนแรง
ไม่สามารถแยกจากเธอได้แม้เพียงอึดใจเดียว
อยากจะผูกพันกับเธอตลอดไป
จะไม่ยอมให้สายตาของเธอคนสำคัญมีใครคนอื่นนอกจากฉัน
เป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกราวกับอยากกุมบังเหียนม้าขึ้นในชีวิตของชิซึมะ ผู้พรั่งพร้อมไปด้วยพรสวรรค์และสามารถควบคุมเกือบทุกสิ่งทุกอย่างได้
ชิซึมะจมปลักอยู่กับความรู้สึกนั้น หลังจากที่เลื่อนชั้นเป็นรุ่นพี่ ชิซึมะก็เปลี่ยนคู่ควงไปเรื่อยๆ
คงจะรู้สึกชินชาแล้วล่ะมั้ง......ไม่สิ ไม่ใช่อย่างนั้น
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ
ไม่ว่าจะกับใคร ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ก็ยังรู้สึกเหมือนส่วนลึกในจิตใจมันยังว่างเปล่า
อาจจะเป็นเพราะเด็กคนนั้นก็ได้
เสี้ยววินาทีนั้น ในใจของชิซึมะก็เกิดรอยร้าวเล็กๆ
ทว่าชิซึมะค่อยๆ เก็บความทรงจำในฤดูใบไม้ร่วงที่หวนคืนมานั้นกลับไปที่เดิม
จะต้องมีคนที่สามารถถมช่องว่างนั้นได้อยู่สักแห่งแน่นอน
*
ไม่มีคำพูดใดจากชิซึมะอีก
สาวน้อยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ที่ดวงตานั้น ไม่มีน้ำตาหลงเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่แทนที่อยู่นั้นกลับเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ขอโทษนะคะ... รุ่นพี่ชิซึมะ... ทั้งๆ ที่รุ่นพี่ไม่ชอบเห็นน้ำตาแท้ๆ แต่ชั้นกลับร้องไห้ให้เห็น
เธอพยายามยิ้มออกมา ขณะที่แก้มทั้งสองยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่
สำหรับฉันแล้ว... รุ่นพี่ชิซึมะน่ะ เป็นดั่งความฝันที่สวยงาม เหมือนกับที่ได้เห็นดอกซากุระพวกนี้...
เด็กสาวมองไปที่ท้องฟ้า เอื้อมไปคว้ากลีบดอกซากุระที่ปลิวร่วงมาไว้ในมือ
เพราะฉะนั้น... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ... จริงๆ แล้วการที่คนอย่างฉันได้อยู่เคียงข้างกับรุ่นพี่นั้นก็เป็นเหมือนความฝันอยู่แล้ว... ฉันน่ะ... ถึงจะตายไปตอนนี้ก็ไม่เป็นไร... ในเมื่อฉันได้พบกับความฝันที่สวยงามที่สุดแล้ว...
เธอจูบกลีบดอกไม้เบาๆ แล้วก็หัวเราะ
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ได้อยู่กับรุ่นพี่ชิซึมะ.... ฉันเองก็...มีความสุขมากเช่นเดียวกันค่ะ... เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว...สำหรับคนอย่างฉันแล้ว มันมากเกินพอด้วยซ้ำไป...
เสียงสุดท้ายที่พูดสั่นเครือเล็กน้อย
ฟิ้วววววว
รู้สึกเย็นเมื่อสายลมกระทบแก้มที่เปียกน้ำตา
ขอบใจนะ เด็กดี......
ชิซึมะรู้สึกทนไม่ได้
นี่เป็นครั้งสุดท้าย
ใช้มือแตะแก้มเนียนใสที่ร้อนผ่าวของสาวน้อยแล้วจ้องใบหน้านั้นนิ่งๆ สิ่งที่สะท้อนภายในดวงตาใสสีดำคู่นั้นมีเพียงใบหน้าของชิซึมะ และแล้วสิ่งที่สะท้อนภายในดวงตาคู่นั้นก็มีเพียงดวงตาของชิซึมะเท่านั้น
ดวงตาของสาวน้อยหลับลงอย่างช้าๆ
เงาของร่างทั้งสองซ้อนเป็นร่างเดียวกันท่ามกลางสายหมอกสีชมพู
ฟิ้ว
ชายกระโปรงของชิซึมะพลิ้วไหวไปตามแรงลม
*
รุ่นพี่ไปก่อนเถอะค่ะ
เธอบอกกับชิซึมะที่จ้องมองมาอย่างไม่สบายใจ
สาวน้อยกุมมือไว้ที่หน้าอกและหลับตานิ่ง พูดอย่างเด็ดเดี่ยว
ส่วนฉันจะอยู่ตรงนี้อีกสักพัก อยากจะชมดอกซากุระเหล่านี้ และจดจำเรื่องราวของรุ่นพี่ชิซึมะเอาไว้
ร่างเล็กค่อยๆลืมตาขึ้น เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
ถึงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกันก็ตาม... แต่อย่ากังวลใจเลยค่ะ... ตั้งแต่พรุ่งนี้... จะกลับไปเป็นเพียงรุ่นน้องธรรมดาๆ เหมือนเดิม... ดังนั้น... ขอแค่ครั้งสุดท้าย...
น้ำตาเอ่อล้นออกจากดวงตาของสาวน้อยอีกครั้ง
ความทรงจำนี้....แค่ความทรงจำที่อยู่ภายในใจนี้... จะเป็นอะไรมั้ยคะ... ถ้าจะขอเก็บมันเอาไว้.... เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับฉัน...
ชิซึมะอึ้งไปชั่วครู่ก่อนส่งยิ้มให้เด็กสาว
อื้ม ได้สิ
พูดจบชิซึมะก็หันหลังให้เธอ เดินลงเนินไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมาเป็นครั้งที่สอง
เธอที่ฉันเคยรัก ดอกเดซี่ที่แสนน่ารักของฉัน ในใจนี้ก็จะมีแค่เธอเท่านั้น
ซ่า
สายลมพัดแรงขึ้น ซากุระที่ร่วงโปรยปรายราวกับพายุหิมะได้บดบังแผ่นหลังของชิซึมะให้ลับไปจากสายตาของสาวน้อย
ทิวทัศน์ที่ดอกซากุระปลิวร่วงนั้นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูสวยงามไปหมด แต่ความสวยงามนี้กลับมีช่วงเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น
*

แสงส่องประกายระยิบระยับ
ดอกโคเดมาริ*สีขาวบานสะพรั่งเลียบตามกำแพงรั้วสีขาว เป็นประกายสะท้อนแสงจากพระอาทิตย์
ว้าว ดอกไม้น่ารักจังเลย
สาวน้อยส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ เผลอยื่นมือออกไปหาพุ่มดอกโคะเดะมาริอ่อนที่ปลูกเลียบไปตามแนวรั้วยาว กิ่งไม้เล็กๆ ที่ปลายนิ้วสัมผัสนั้นสั่นไหว กลีบดอกเล็กๆ โปรยปราย ดูราวกับละอองหิมะร่วงหล่นอยู่บนพื้นดินตรงปลายเท้าของสาวน้อย
เหมือนหิมะอุ่นๆ ตกลงมาเลย
ซ่า..
เสียงลมหมุนลูกเล็กๆ พัดผ่าน
กิ่งโคะเดะมาริสั่นไหวลู่เอน ส่องประกายสีขาว ละอองหิมะระยิบระยับจำนวนนับไม่ถ้วนปลิดปลิวไปทั่วบริเวณ
ถึงแม้ว่าสาวน้อยจะไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของดอกไม้เล็กๆ ที่น่ารัก แต่เพียงแค่ภาพที่สดใส สวยงามเช่นนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ อาโออิ นางิสะ เด็กสาวผู้นี้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ และรู้สึกถึงสัญญาณแห่งการเริ่มต้นที่ดี
ที่โรงเรียนใหม่น่ะนะ จะต้องมีเรื่องสนุกๆ มากมายกำลังรออยู่แน่ๆ เลย ถึงแม้จะรู้สึกกังวลนิดๆ เพราะได้ยินว่าเป็นโรงเรียนคุณหนูที่โด่งดัง แต่ว่านะ...ไม่เป็นไรหรอก
ก็วันนี้อากาศดีแบบนี้นี่ แถมยังรู้สึกสดชื่นขนาดนี้ ต้องไม่เป็นไรแน่ๆ
เมื่อเช้า เครื่องแบบใหม่เอี่ยมที่ลองใส่เป็นครั้งแรกน่ะน่ารักมากเลย ก่อนหน้านี้ก็เป็นกังวลเพราะมันดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ ยังไงไม่รู้ อาจจะไม่เหมาะกับนางิสะล่ะมั้ง แต่ว่าวันนี้มันเข้ากับนางิสะอย่างกับโกหกแน่ะ
ใช่มั้ยล่ะ?
แล้วก็เมื่อเช้า ตอนที่ยืนหน้ากระจกบานใหญ่เช็คความเรียบร้อยของตัวเองน่ะ เงาในกระจกดูเป็นคนละคนกับเมื่อวานเลย
นางิสะมัดหางม้าด้วยความตั้งใจมากกว่าทุกวัน แต่ดูๆ ไปหางม้าสีอ่อนนั้นมัดอยู่สูงกว่าทุกครั้งซะอีก


ชุดวันพีซสไตล์คลาสสิคที่ตัดเย็บอย่างดีด้วยผ้าขนสัตว์สีเทาเข้ม ช่องว่างล่างแนวกระดุมของกระโปรงยาวเผยให้เห็นเพทติโค้ดสีออฟไวท์เล็กน้อย ที่คอปกเสื้อแบบลูกไม้สวมด้วยไทต์สั้นสีเขียวเข้มซึ่งเป็นสีประจำโรงเรียน สร้างความรู้สึกเรียบร้อยและประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น แม้แต่นางิสะที่ส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาครึ่งปี เมื่ออยู่ในชุดเครื่องแบบนี้แล้ว กลับดูสง่างามเป็นผู้ใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ
ถึงแม้ว่านางิสะจะมีใบหน้าที่อ่อนวัยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันก็ตาม แต่ใครๆ ก็ชมอยู่เสมอว่ามีรอยยิ้มที่สดใส วันนี้ก็เหมือนกันนะ ยิ้มสวยไม่มีที่ติเลย
แต่ว่า ระหว่างที่คิดแบบนั้น นางิสะก็หันไปยิ้มให้ตัวเองในกระจก
ยังไม่ใช่จริงๆ ด้วยแฮะ ภาพในกระจกยังเป็นแค่รอยยิ้มแบบเด็กไร้เดียงสาที่รู้จักแค่รสชาติหวานๆ ของขนมมากกว่าความรักที่ขมขื่นและทุกข์ทรมานใจ
มีคนบอกว่าหน้าตาดูเหมือนลูกทานุกิอยู่หลายคนเหมือนกัน... อืมม... เป็นเพราะดวงตากลมโตคู่นี้หรือเปล่าน้าที่ทำให้ดูเป็นเด็กๆ
นางิสะใช้นิ้วแตะหางตาตัวเองแล้วลองดึงขึ้น
หวา หน้าตาประหลาดจัง
ฮะ ฮะ ฮะ ขำจนกลั้นหัวเราะไม่อยู่เลย

แต่ว่านะ เครื่องแบบชุดนี้น่ะ เหมาะกับนางิสะมากกว่าที่คิดไว้ซะอีกล่ะ
พอเป็นนักเรียนมัธยมปลายแล้ว คงจะค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นโดยที่ไม่รู้สึกตัวสินะ
อาฮะ... นางิสะ จะไม่มั่นใจมากไปหน่อยหรือ?
ทั้งๆ ที่ไม่มีใครมองอยู่ แต่นางิสะก็รู้สึกเขินขึ้นมาแล้วก็ยิ้มอยู่หน้ากระจก

อืม วันนี้ต้องพยายามเข้า
นางิสะมองไปยังดอกโคเดะมาริข้างทางที่กำลังสะบัดส่ายไปมารับแสงอาทิตย์พลางคิด วันนี้เป็นวันแรกที่ใส่เครื่องแบบนี้ วันแรกที่จะไปโรงเรียนนี้ เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมานิดหน่อย แต่ว่านะ ดอกไม้ที่น่ารักขนาดนี้อุตส่าห์ออกมาต้อนรับ แปลว่าที่นี่คงไม่ได้รังเกียจนางิสะหรอก
ใช่มั้ยล่ะคะ พระผู้เป็นเจ้า
ก็พระอาทิตย์ส่องแสงแดดสดใสตั้งแต่เช้า ทำให้ดอกไม้เล็กๆ สีขาวดูสวยขึ้นไปอีก ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลเท่าไหร่หรอกว่าทำไมถึงรู้สึกว่าวันนี้สดใสกว่าทุกวัน
นางิสะไม่ค่อยรู้เรื่องพระผู้เป็นเจ้าเท่าไหร่ แต่ว่า ในเมื่อวันนี้เป็นวันที่สดใสขนาดนี้ ก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่าพระผู้เป็นเจ้าต้องประทานกำลังใจให้นางิสะแน่ๆ รู้สึกเหมือนพระองค์ตรัสว่าความล้มเหลวหรือความผิดพลาดน่ะเราจะช่วยเอง จงอย่ากังวลกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ร่าเริงให้เต็มที่แล้วก็พยายามเข้า

อืม ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ สินะ
วันนี้ เป็นการเริ่มต้นใหม่ของนางิสะนี่นา
พระผู้เป็นเจ้าต้องประทานกำลังใจให้แน่นอน
นางิสะ จากนี้ไปจะมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นเยอะแยะเลยล่ะ

นางิสะยกมือขึ้นจัดปกเสื้อลายลูกไม้สีขาวเบาๆ ก่อนจะลืมตัวหมุนตัวอย่างแรงรอบหนึ่งจนต้องเอามือกดกระโปรงที่กางออก
อ๊า แย่ล่ะ เห็นชั้นในหมดแล้ว
แล้วถ้ามัวแต่อยู่อย่างนี้ก็จะไปสายด้วย
ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันสำคัญก็เลยรีบตื่นแต่เช้าเพื่อมาลองชุด แถมยังดื่มชาสงบความตื่นเต้นไปตั้งหลายแก้ว แต่สุดท้ายแล้วกลับเหลือเวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้นเอง ถ้าไม่รีบต้องสายแน่ๆเลย
*
นางิสะก้าวเดินออกไปในชุดเครื่องแบบที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝัน เครื่องแบบของโรงเรียนสตรีเซนต์มิอาเทอร์ที่มีประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่
นางิสะเดินกึ่งวิ่งจนกระโปรงสะบัดขึ้นลงปลิวพลิ้วไปตามแรงลม นางิสะซึ่งไม่เคยใส่กระโปรงที่ยาวแบบนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าการเดินแบบนี้จะทำให้กระโปรงสะบัดเปิดไปมาอย่างนี้ นางิสะก้มลงมองกระโปรงพลางคิดอยู่ในใจว่า คงต้องไปหัดเดินใหม่ซะแล้วล่ะแบบนี้
นางิสะมุ่งทางโรงเรียนเซนต์มิอาเทอร์แล้วก้าวเดินออกไป ชีวิตในรั้วโรงเรียนของนางิสะจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ล่ะ
*
ชิซึมะเดินลงจนถึงตีนเขา แล้วหันย้อนกลับไปมองบนยอดเขานั้น
เนินเขาแอสเทรีย
โรงเรียนสตรีเซนต์มิอาเทอร์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากอารามชีตรงนี้ตั้งแต่อดีต ปัจจุบันนี้โรงเรียนพี่น้อง 2 แห่ง คือ โรงเรียนสตรีเซนต์สปิก้าและโรงเรียนสตรีเซนต์ลูลิมก็ถูกสร้างขึ้นที่บริเวณใกล้กัน โรงเรียนแอสเทรียทั้งสามต่างก็มีชื่อเสียงในสังคมด้วยความเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีลักษณะพิเศษ

พอมองจากข้างล่าง ท้องฟ้าสีน้ำเงินดูตัดกับเนินที่ผลิสีเขียวแห่งฤดูใบไม้ผลิอย่างสวยงาม
ชิซึมะเงยหน้ามองเนินเขา
เด็กคนนั้น จะกลับคนเดียวได้รึเปล่านะ ถ้าไม่ร้องไห้แล้วก็คงจะดี
ชิซึมะนึกเ